Wednesday, November 15, 2006

ชวนมาตอบครับ


คือจริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ขอ copy คนอื่นเขามานะครับ แต่ว่าโดนใจมาก ๆ เลยครับ อยากให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้อ่าน ไม่ตอบก็ได้ครับ


ยาวหน่อยนะ แต่ขอให้ค่อยๆอ่านให้จบและคิดตามเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว พี่ได้ไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นอยู่หลายเดือน มีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นหลายคนทีเดียวมีอยู่วันนึง เพื่อนชาวญี่ปุ่นชื่อยูโกะชวนพี่ไปเที่ยวที่บ้าน บอกว่าจะเลี้ยงอาหารเย็น วันนั้นยูโกะมารับพี่กับเพื่อนคนไทยอีกคนนึงไปเที่ยวกันตั้งแต่บ่าย หลังจากนั้นตอนเย็นก็ขับรถพาเราไปที่บ้านของเธอบ้านของยูโกะมีลักษณะของบ้านคนญี่ปุ่นชั้นกลางทั่วไป คือเป็นบ้าน 2 ชั้นเล็กๆ ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วในบ้านอย่างคุ้มค่าที่สุด ชั้นล่างเป็นห้องของคุณพ่อ(ป่วย-ขึ้นบันไดไม่สะดวก) ห้องน้ำ ห้องครัวชั้นบนเป็นห้องนั่งเล่น+ทานข้าว และห้องส่วนตัวของยูโกะ พอพี่กับเพื่อนไปถึง ยูโกะก็ยกน้ำมาให้ก่อนจะดื่ม พี่ขอล้างหน้า ล้างมือก่อน เลยบอกเธอ พูดจบก็เดินไปที่อ่างล้างจานที่ครัวเพื่อจะล้างมือปรากฏว่ายูโกะร้องห้ามเสียงหลงจนพี่กับเพื่อนตกใจ เธอบอกว่าถ้าจะล้างมือล้างหน้า ให้ไปใช้อ่างล้างมือในห้องน้ำ (ซึ่งต้องเดินออกจากครัวไปอีกหน่อย) ด้วยความขี้เกียจบวกร้อน พี่ก็เลยบอกว่าไปเป็นไรหรอก พี่ไม่ถือ ล้างที่นี่ก็ได้ แต่ยูโกะยังส่ายหน้าอย่างแข็งขัน โดยคราวนี้มีคุณแม่ของยูโกะ(ซึ่งยูโกะหันไปอธิบายให้ฟังแล้วว่าพี่กำลังจะทำอะไร) มายืนข้างๆช่วยส่ายหน้าด้วยอีกคนยูโกะบอกกับพวกเราว่า you ไม่ถือแต่ i ถือจ้ะ กรุณาออกแรงเดินไปใช้อ่างล้างหน้าในห้องน้ำซะดีๆเรา(คือพี่กับเพื่อนที่เป็นคนไทยด้วยกัน)เลยต้องยอมถอย พร้อมกับมองหน้ากันงงๆ และจนบัดนี้พี่ยังไม่แน่ใจว่าที่ห้ามไม่ให้ใช้อ่างล้างจานในครัวเพื่อล้างหน้าล้างมือนั้น เค้ากลัวว่าอ่างมันสกปรกเกินไปที่จะใช้ล้างหน้า หรือกลัวว่าหน้าเรามันสกปรกจนไม่อยากให้ไปเปื้อนอ่างที่เค้าใช้เตรียมอาหารและล้างจานกันแน่ แต่ถึงจะไม่เข้าใจ เรา 2 คนก็ยอมรับในสิ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านนี้แต่โดยดีและเราก็ยังคบกันเป็นเพื่อน และยังคุยกันได้อย่างสบายใจเหมือนเดิมมีอีกเรื่องนึง.


เคยได้ยินเรื่องของสามี-ภรรยา ที่ต้องทะเลาะและหย่ากัน เพียงเหตุผลเริ่มต้นจากการที่คนนึงบีบยาสีฟันจากตรงกลางหลอดแทนที่จะบีบไล่จากปลายหลอดไปหาปากหลอดเหมือนอีกคน ในขณะที่อีกฝ่ายกินข้าวไม่ค่อยเช็ดปาก(ปากเลยมันแผล็บตลอดมื้ออาหาร)แต่อีกคนทนเห็นคนปากมันแบบนั้นไม่ได้ มั้ยครับสองเรื่องข้างบนนั่น


มีสาระบางประการที่ตรงข้ามกันอย่างสุดขั้วซึ่งพี่คงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดนะแต่ที่อยากจะบอกก็คือ บางครั้งเราตีกรอบความคิดและความเคยชินของเรามากไปจนเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดหรือเคยชินนั้นเป็น "NORM" คือเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่ "ถูกต้อง"และอะไรที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น ถือว่าอยู่ฝั่งตรงข้าม และเมื่ออีกฝั่งนึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้น อีกฝั่งจึงต้องเป็นฝ่ายผิดแต่นั่นเป็นสิ่งที่ "จริง" และ "เที่ยงแท้" หรือเปล่า?ในทางกลับกัน ตัวเราเองก็ไม่สามารถรู้ได้ถึง "NORM" ในใจของคนอื่นเช่นกัน สิ่งที่เราทำและรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจไปกระตุ้นต่อมวี้ดบึ้มของคนอื่นโดยไม่รู้ตัวก็ได้อย่างไรก็ตาม เรื่องของ "NORM" ที่พูดถึงนั้น แม้จะเป็น "เสียงส่วนใหญ่" แต่ก็ใช้ได้กับข้อมูลบางลักษณะที่เหมาะสมเท่านั้น (ไม่ได้เล็กเชอร์วิชาสถิตินะเนี่ย) และดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย คือใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน แต่มันก็แค่ "ของปลอมทำเหมือน" เท่านั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยจริงๆ (ฟังดูคล้ายๆเรื่องการเมืองเลย ว่ามั้ย)


เรื่องจริงของสังคมก็คือมีความแตกต่างแทรกอยู่ทั่วไปในเนื้อของ "NORM" นั้น และเมื่อว่ากันถึงจำนวนของมนุษย์ซึ่งแค่ประเทศไทยก็มีเกือบ 70 ล้านแล้ว จำนวนของคนที่คิดไม่เหมือน "NORM" นั้น คงจะยิ่งมากกว่ามากขออีกตัวอย่างนึงแล้วกันสมมติว่าพี่ไปประชุมที่ต่างจังหวัด ต้องนอนร่วมห้องกับเพื่อนอีกคนนึง ถ้าก่อนนอน เพื่อนเดินมาบอกว่ายืมแปรงสีฟันหน่อย ลืมเอามา พี่ควรทำยังไงดี? ถ้าเป็นพวกน้องๆ บางคนอาจบอกว่าสบายมาก เพื่อนกันใช้แปรงสีฟันร่วมกันได้อยู่แล้ว ในขณะที่บางคนอาจบอกว่าไม่ให้ยืมหรอก ซื้อเอาใหม่เองสิ แปรงสีฟันใครเค้าใช้ร่วมกันมั่ง? ในขณะที่อีกหลายคนอาจบอกว่า เอาไปเลย แต่ขอชั้นแปรงก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ชั้นไปซื้ออันใหม่เอาเองก็ได้ (แต่แอบโกรธเพื่อนในใจ) แล้วถ้าน้องเป็นฝ่ายขอยืมแปรงสีฟันเพื่อนใช้ล่ะ
น้องคิดยังไงกับการขอใช้แปรงสีฟันเพื่อน และรู้สึกยังไงกับปฏิกิริยาแบบต่างๆที่พี่ยกตัวอย่างมีหลายประเด็นในเรื่องราวที่พี่ทั้งเล่าและทั้งสมมติขึ้นข้างบน ซึ่งขอไม่อธิบายก็แล้วกันนะเพราะคิดว่าพวกน้องๆคงจะจับประเด็นได้เองแล้วแต่ทั้งหมดที่เล่าให้ฟังนั่น ก็เพราะมีคำถามสำคัญมากที่อยากจะถามอะไรกันแน่ ที่มนุษย์ต้องการจากสิ่งมีชีวิตที่เราเรียกกันเท่ๆว่า "เพื่อน"?อะไรที่เรา "รับไม่ได้" จนทำให้เราโมโหเลือดขึ้นหน้า และสิ่งที่ว่านั่น มันมี "สาระ" แค่ไหน?และคำถามสุดท้าย พฤติกรรมของ "เพื่อน" ของเรา แบบไหนที่เราไม่ควรจะทน และควรเลิกคบ?ลองอ่านทวนตั้งแต่ต้นช้าๆอีกซักรอบ ก่อนจะตอบคำถามของพี่นะครับมีหลายคำถามที่ถามไป จะตอบทุกคำถามก็ได้ หรือจะแค่แสดงความคิดเห็นกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง(อ่าน)ก็ได้ แต่อยากให้ทุกคนได้คิดก่อนจะตอบ เพราะการพิมพ์มันจะให้เวลาไตร่ตรองมากกว่าพูดและสามารถอ่านทบทวนแกไขได้ จนแน่ใจว่าต้องการจะบอกแบบนี้แล้วจึงแสดงมันออกมาแต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมันปรากฏขึ้นแล้ว มันจะคงอยู่อีกนานทีเดียว


1 comment:

black forest said...

อ้วนคิดว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่มีบรรทัดฐานหรือกฎเกณฑ์หลวม ๆ ชุดหนึ่งสำหรับใช้มองโลกเสมอ จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใด ที่คนเราจะ "มอง" ไม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าภาษาวิชาการเขาจะเรียกบรรทัดฐานหรือกฎเกณฑ์นี้ว่า "PARADIGM" หรือเปล่า รู้แต่ว่ามนุษย์เราชอบทะเลาะกันบ่อย ๆ ก็เพราะมี PARADIGM ที่ไม่ตรงกันนี่แหละ

ถ้าถามว่าอ้วนจะรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "เพื่อน" ได้มากน้อยแค่ไหน พฤติกรรมใดบ้างของเพื่อนที่อ้วนจะรับไม่ได้ อันนี้ก็อาจจะขึ้นอยู่กับว่า อ้วนมีระดับของพรหมวิหารสี่ในตอนนั้นมากน้อยเพียงใด คนเราถ้าลองใส่เมตตาและกรุณาเอาไว้ในใจมาก ๆ ก็คงจะเกิดความรักความเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนเราเป็น และมองเขาอย่างที่เขาเป็นจริง ๆ อย่างไรก็ดี เมื่อถึงจุดที่มันเกินพิกัดจนเราไม่สามารถจะรับหรือแก้ไขอะไรได้แล้ว ก็คงต้องวางอุเบกขาอย่างเดียวเท่านั้น ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นกรรมของเขาไปเอง